อันนี้ขอบอกตามตรงจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า "ควร!!!! (อย่างแรง)" ถึงแม้จะเรียนจบภาค Inter มา ถึงแม้จะเก่งภาษาอังกฤษระดับ Art ตัวแม่ แต่ยังไงการเรียนภาษาก่อนเข้า uni ก็จะเป็นการปรับพื้นฐานการพูด อ่าน เขียนให้เราอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น อย่างเช่นใน Wollongong Uni การเรียนการสอนจะต้องการผู้ที่มีภาษาอังกฤษระดับ Academic ไม่ใช่เขียนเรียงความภาษาหมูหมากาเป็ด
การเรียนภาษาใน Wollongong Uni ต้องขอออกตัวว่า เคยเรียนแต่แบบ ETS ย่อมาจาก English for Tertiary Studies ซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษปรับพื้นฐานเข้า Uni จะบอกให้ว่าทำไมถึงดี
ETS สอนอะไรบ้าง ในตอนที่เรียนตอนนั้นจำได้ว่ามีทั้งหมด 4 วิชาคือ ARW (Academic Reading and Writing), ALS (Academic Listening and Speaking), CL (Critical Literature) และ Computer Lab
ARW จะเน้นด้านการเขียน Essay แบบ Academic คือสอนตั้งแต่ Intro เขียนยังไง Intro ควรมีกี่ประโยค แต่ละประโยคต้องเขียนยังไง body paragraph คืออะไร ประโยคแรกต้องขึ้นด้วย claim แล้วประโยคที่สองก็ต้องเป็น General reason มา support claim ประโยคที่ 3 และ 4 ต้องเป็น Specific Reason มา support General Reasons ซึ่งการ support นั้นก็ต้องเอา Academic Journal หรือ research ที่คนอื่นทำมาแล้ว มาอ้างอิง!! ซึ่ง Research นั้นต้องเป็น Academic Research ซึ่งเอามาจาก Website ที่ Academic หรือ ห้องสมุด เอามาจาก text ซึ่งจะต้อง Academic เหมือนกัน!! เล่าถึงขนาดนี้แล้วตอบตัวเองได้หรือยัง ว่าควรเรียนภาษาหรือเปล่า?
ALS ก็คือเรื่องของการฟังและพูด ก็คือ Conversation นั้นเอง อาจารย์จะเน้นให้ทุกคนในห้องได้พูดคุยกัน เอาเรื่องมาเล่า เอาข่าวมาบอก ออกไปพูดหน้าชั้น เพื่อนในห้องก็จะมีสำเนียงต่างกันออกไปเพราะคนที่ต้องเรียนภาษานั้นก็คือคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกในประเทศของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็จะฟังรุ้เรื่องบ้างไม่รุ้เรื่องบ้าง ทุกคนก็จะมีสำเนียงเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เมื่อเรียนภาษาจบ ทุกคนจะมีระดับการฟังที่พอจะเอาออกว่า พูดภาษาอังกฤษแบบนี้ต้องเป็นคนชาตินี้แน่ๆ!! (ซึ่งความสามารถพิเศษเฉพาะตัวด้านนี้ไม่สามารถหาได้ในประเทศไทย)
CL จะเป็นวิชาที่เน้นด้านการคิดวิเคราะห์ ส่วนใหญ่อาจารย์จะให้อ่าน Journal มา แล้วก็มาคิดวิเคราะห์ต่างๆว่าอะไรยังไง ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะอย่างงี้อย่างงั้น มีข้อดีข้อเสียยังไง ให้เราได้ฝึกคิดเพราะเวลาเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะระดับปริญญาโท และยิ่งเฉพาะคนที่เรียนด้าน Commerce จะมีการเน้นการเขียน Essay เยอะมาก มีทุกวิชา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีการให้คะแนนการคิดวิเคราะห์ essay ที่เราเขียน และต้องมีหลักฐานมาอ้างอิงในสิ่งที่เขียน part นี้สำคัญมากใครทำได้ดี มักจะได้คะแนนดีเพราะคะแนนส่วนนี้จะเยอะกว่า part อื่นๆ ถือว่าเป็น quality ของการเขียน Essay เลยก็ว่าได้
ส่วนเรื่อง Computer Lab นั้นจะเป็นการสอนการหาข้อมูลต่างๆ ว่าถ้าจะทำ research ต้องเข้าเวบไหน จะหาข้อมูลมาอ้างอิงต้องทำยังไง ซึ่งถ้าใครเข้าเรียนยูเลย อาจจะไม่ได้รับข้อมูลในส่วนนี้คือ ก็คือต้องไปหาทางถามอาจารย์ ถามเจ้าหน้าที่ในห้องสมุดหรือถามเพื่อนๆเอาว่า research ยังไง ถ้าอาจารย์สอนให้อันนี้ก็รอดไป ก็อย่างว่า การเรียนเมืองนอกก็คือการเอาตัวรอดเพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาทางทำอะไรด้วยตัวเองด้วยเหมือนกัน
ETS นี่ก็คือเป็นระดับภาษาอังกฤษขั้นสุดท้ายที่จะใช้เข้ายู คือถ้าเรียนผ่านตามเกณฑ์ที่เค้ากำหนด ทาง University of Wollongong ก็จะถือว่าเราผ่านด้านภาษาและเข้าเรียนในยูได้เลยค่ะ ส่วนคอร์สเรียน ETS นี้ก็จะมีหลายอาทิตย์ขึ้นอยู่กับคะแนน ETS ของแต่ละคน ถ้าคะแนน IELTS มากก็เรียน ETS น้อยหน่อย ถ้า IELTS น้อยก็เรียน ETS นานหน่อย ถ้า IELTS ผ่านเกณฑ์ที่เค้ากำหนดก็อาจจะเข้ายูได้เลย
คำว่าเรียนนานกว่านี้ไม่ได้แปลว่ารู้มากกว่าคนเรียนน้อยนะคะ คำว่า "เรียนนาน" ก็คือใช้เวลานาน ตัวอย่างเช่น เรียน ETS 20 weeks หรือเรียน ETS 5 weeks เนื้อหาที่สอนก็เหมือนกันเลยค่ะ แต่ เป็นเพราะว่าคนที่ได้คะแนน IELTS มากก็จะมีพื้นฐานทางภาษาที่ค่อนข้างดีอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเรียน 5 weeks ก็พอ ส่วนคนที่ต้องเรียน 20 weeks อาจารย์ก็จะอธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว และทำแบบฝึกหัด การบ้าน มากมายเผื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจจริงๆ จะได้ผ่านเกณฑ์ที่เค้ากำหนด ถ้าสอบตกก็เรียนใหม่เลยค่ะ เพราะฉะนั้นจำนวนระยะเวลาที่เค้ากำหนดมาให้กับคะแนน IELTS แต่ละระดับนั้นก็เหมาะสมแล้วค่ะ